ขณะนี้ทางเว็บไซต์ Why world hot : หยุด! ภาวะโลกร้อนก็ได้ทำการเปลี่ยนหน้าตา(Theme) เว็บไซต์ใหม่ไปบ้างแล้วนะครับ สำหรับต่อจากนี้ไปก็จะทำการเปิดให้ใครก็ตามสามารถส่งบทความเข้ามาได้นะครับ
หากมีความเห็นเกี่ยวกับหน้าตาใหม่นี้สามารถส่งความเห็นมาได้เลยนะครับ
ขณะนี้ทางเว็บไซต์ Why world hot : หยุด! ภาวะโลกร้อนก็ได้ทำการเปลี่ยนหน้าตา(Theme) เว็บไซต์ใหม่ไปบ้างแล้วนะครับ สำหรับต่อจากนี้ไปก็จะทำการเปิดให้ใครก็ตามสามารถส่งบทความเข้ามาได้นะครับ
หากมีความเห็นเกี่ยวกับหน้าตาใหม่นี้สามารถส่งความเห็นมาได้เลยนะครับ
ขณะนี้ทางเรากำลังปรับปรุงหน้าตาและระบบใหม่ทั้งหมด ทำให้ทางเราอาจไม่มีเวลาเพิ่มเติมเนื่้ิอหาในเว็บไซต์เท่าที่ควรและอาจมีข้อผิดพลาดในการเข้าชมเว็บไซต์บ้างเล็กน้อย
ขออภัยในความไม่สะดวก
ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเสนอโรงเรียน-มหาวิทยาลัย ทำหลักสูตรโลกร้อน ป้องกันผลกระทบโดยด่วน ทั้งยังเสนอรัฐทำฉลากสินค้าคาร์บอนต่ำ คู่สินค้าฉลากเขียวให้ผู้บริโภคตัดสินใจ พร้อมวิงวอนทบทวนนโยบายโค่นยาง ปลูกปาล์ม หลังพบรากยางช่วยหน้าดินไม่ทลาย ด้านปลัด ก.ทรัพย์ขอความร่วมมือคนไทย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษาโลก เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง
ในวันสิ่งแวดล้อมโลก เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.51 ที่ผ่านมานั้น ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้ร่วมฟังวงเสวนา “ถึงเวลาที่เมืองไทยจะต้องก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” โดย ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีเป็นคนแรกและกล่าวว่า หากวันนี้สังคมไทยยังไม่ทำอะไรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อไปเราจะอยู่กันอย่างลำบากมาก โดยเฉพาะการเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงทรัพยากรชายฝั่งที่ถูกทำลาย และการเกิดโรคใหม่ๆ ที่ร้ายแรง
ทั้งนี้ เพื่อการรับมือกับปัญหาอย่างยั่งยืน ควรมีการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาตั้งแต่วันนี้ เพราะหาไม่แล้ว 4 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะกลับมาล้าหลังอีกครั้ง ซ้ำรอยที่ 6 ปีที่แล้วที่ไม่มีการเตรียมพร้อมเลย ทำให้วันนี้ไทยต้องเจอกับปัญหา
ขณะเดียวกัน ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เสนอว่า นอกเหนือจากปัจจุบันที่มีการจัดทำสินค้าฉลากเขียวแล้ว ต่อไปประเทศไทยควรกำหนดให้สินค้าต้องติดฉลากคาร์บอนด้วย โดยตัวฉลากจะบอกผู้บริโภคถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการผลิต เพื่อให้เกิดการเลือกใช้ ทำให้สินค้าที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมล้มตายไปเอง
เขาเผยอีกว่า อยากให้ภาครัฐมีการทบทวนนโยบายการปลูกพืชพลังงานด้วย เพราะทราบมาว่ามีนโยบายโค่นป่ายางในภาคใต้เพื่อหลีกทางให้การปลูกปาล์มน้ำมัน แล้วส่งเสริมการปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือแทน ขณะที่ผลการศึกษาจากองค์การสวนยางพบว่า รากของยางป่ายึดหน้าดินไว้ไม่ให้พังทลาย เหมือนพื้นที่ที่แปรรูปเป็นนากุ้ง

Google เปลี่ยนหน้า Homepage เป็นสีดำรณรงค์ลดโลกร้อนตามโครงการที่มีชื่อว่า Earth Hour ในวันที่ 29 มีนาคมนี้ แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ปัจจุบันพบว่าการเปลี่ยนหน้า Homepage เป็นสีดำจะลดการใช้พลังงานลงน้อยมาก โครงการนี้จึงทำเพียง 1 วันเพื่อการรณงรค์เท่านั้นเพราะไม่ได้เป็นการช่วยประหยัดพลังงานตามที่หลายคนคาดไว้แต่อย่างใด
ในเว็บไซต์ของ Google ประเทศไทยกล่าวว่า
“ในวันนี้ผู้ใช้ Google ในประเทศไทยจะเห็นว่าเรา “ปิดไฟ” ที่หน้าโฮมเพจ Google.co.th เพื่อสร้างการรับรู้ถึงโครงการร่วมประหยัดพลังงานทั่วโลกซึ่งมีชื่อว่า Earth Hour
วัน เสาร์ที่ 29 มีนาคม 2008 นี้ Earth Hour ขอเชิญชวนทุกคนในโลกนี้ปิดไฟเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ 20.00? 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศของตน ในวันนี้ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น โคเปนเฮเกน ชิคาโก้ เมลเบิร์น ดูไบ และ เทลอาวิฟ จะจัดงานเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการประหยัดพลังงานของตน
Read the rest of this entry »

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร(กทม.) แถลงข่าวเรื่องการจัดกิจกรรมรณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน- 60 Earth Hour ร่วมกับนายวิลเลี่ยม เช็ดล่า(William Schaedla) ผู้อำนวยการ WWF ประเทศไทย และ นายบีม กวี ตันจรารักษ์ ในฐานะทูต WWF ประเทศไทย
โดยนายอภิรักษ์ กล่าวว่า กทม.ในฐานะเมืองหลวงของประเทศไทย มีประชากรอยู่ 10 กว่า ล้านคน ซึ่งมีการใช้พลังงานค่อนข้างมาก ไม่น้อยไปกว่าเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ดังนั้น กทม.จึงได้ร่วมกับ WWF และเครือข่ายพันธมิตรร่วมกันรณรงค์ลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยในปีนี้ กทม. และเมืองใหญ่ อีก 23 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ซิดนีย์ เพิทธ์ เมลเบินน์ แคนเบอร่า บริสเบน อดาเลด โคเปนเฮเก้น อาฮุส อาเบิก โอเดนส์ มะนิลา ซูวา ชิคาโก เทลอาวีฟ โตรอนโต ไครส์เซิซ แอลแลนต้า ซานฟรานซิสโก ฟีนิกซ์ ออตตาวา แวนคูเวอร์ มอนทรีออล และดับบลิน จะร่วมกันปิดไฟ ในวันเสาร์ที 29 มี.ค.นี้ เวลา 20.00-21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของแต่ละเมือง ทั้งนี้ กทม.กำหนดจัดกิจกรรมที่บริเวณลานเอนกประสงค์ห้าง Central World ถ.ราชประสงค์
Read the rest of this entry »

บีบีซีนิวส์/เอเยนซี - พื้นที่แผ่นโลก เหลือ “มหาสมุทร” เพียงแค่ 4 % เท่านั้นที่ยังไม่ถูกมนุษย์ย่ำยี่ ซึ่งพื้นที่บริสุทธิ์ที่เหลือเป็นพื้นที่น้ำแข็งใกล้ขั้วโลกที่กำลังเผชิญการละลาย ขณะที่กว่า 40% ได้รับผลเลวร้ายแล้วจากน้ำมือมนุษย์ ระบุเป็น “เสียงปลุก” ให้ผู้กำหนดนโยบายเริ่มปฏิบัติการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล
ดร.เบนจามิน ฮัลเพิร์น (Dr Benjamin Halpern) จากศูนย์วิเคราะห์และสังเคราะห์นิเวศวิทยาแห่งสหรัฐฯ ในซานตา บาร์บารา (National Center for Ecological Analysis and Synthesis in Santa Barbara) ซึ่งเป็นหัวหน้าในการทำแผนที่โลกแสดงผลกระทบต่อมหาสมุทรอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์นี้กล่าวว่า มนุษย์ได้สร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อมหาสมุทรและระบบนิเวศที่อยู่ภายใต้ทะเล
ภาพแผนที่โลกนี้แสดงให้เห็นว่า 41% ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ 17 รายงานซึ่งสัดส่วนที่มากกว่าที่เคยคิดกัน และเพียง 4% ที่ยังไม่ได้รับความเสียหาย โดยแผนที่ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์จากสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และแคนาดานี้เป็นครั้งแรกที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอิทธิพลของมนุษย์ในด้านต่างๆ ที่กระทบต่อมหาสมุทร และยังได้ตรวจสอบตัวบ่งชี้คุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่รวมถึงแนวปะการัง แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ดงสาหร่ายและคุณภาพน้ำ
Read the rest of this entry »
ต้นไม้เมา ได้ชื่อนี้จากการที่ต้นไม้เอียงอย่างไม่มีทิศทางแน่นอน สภาพนี้เป็นผลกระทบหนึ่งของภาวะโลกร้อน และไม่ได้เกิดจากลมพายุแต่อย่างใด
แต่เกิดจากน้ำแข็งชั้น Permafrost ที่รากต้นไม้หยั่งลงไปเริ่มละลาย ทำให้ไม่สามารถเกาะได้อย่างมั่นคง และเอียงอย่างไร้ทิศทาง
ชั้น Permafrost คือส่วนของดินที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งนานกว่า 2 ปีต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นตัวกันไม่ให้ต้นไม้หยั่งรากลึกลงไปกว่านี้ เมื่อชั้นนี้ละลาย
ต้นไม้จึงไม่มีที่ยึดเกาะ ต้นไม้อาจตายจากสภาพนี้ แต่บางส่วนอาจกลับไปตั้งตรงได้ใหม่ และเจริญเติบโตต่อได้
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทีเดียว เพราะเคยเกิดขึ้นระหว่างช่วงหลัง Little Ice Age นั่นคือราวศตวรรษที่ 16-17
อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อสรุปแน่นอนว่า การเกิดต้นไม้เมา มีความเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน แต่ปัจจุบันได้พบต้นไม้เมามากขึ้นเรื่อยๆ

ต้นไม้เมาในแถบไซบีเรีย ภาพโดย NASA
จากการประชุม IPCC ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของออสเตรเลีย ได้ลงนามในพิธีสารเกียวโตเรียบร้อยแล้ว
พิธีสารเกียวโต คือข้อตกลงระหว่างประเทศที่จะให้ความร่วมมือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นสาเหตหลักของภาวะโลกร้อน
ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศอุตสาหกรรมเพียงประเทศเดียว ที่ไม่ลงนามในพิธีสารนี้

ภาพ Greg Wood/AFP
http://news.nationalgeographic.com/news/2007/12/071203-AP-aus-kyoto.html

เอเอฟพี / เอพี ? เหล่าผู้แทนและนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกร่วมการประชุมโลกร้อนครั้งใหญ่ที่สุด โดยยูเอ็นโต้โผใหญ่หวังเกิดกระบวนการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว และสร้างสนธิสัญญาสากลใหม่เพื่อต่อสู้กับภัยสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ อันเป็นผลจากภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศให้ได้ภายในปี 2552
ผู้ร่วมประชุมจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก บวกกับนักรณรงค์และผู้สื่อข่าว รวมแล้วกว่า 10,000 คนตอนนี้ กำลังรวมตัวอยู่บนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และพวกเขาจะตั้งหลักอยู่นั่นถึง 11 วัน เพื่อร่วมการประชุมสหประชาชาติภายใต้กรอบอนุสัญญาแม่บทว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ระหว่างวันที่ 3-14 ธ.ค.50
การประชุมที่บาหลีในครั้งนี้ นับเป็นสุดยอดแห่งความร่วมมือในการแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ โดยรายงานฉบับสุดท้ายอันเป็นสรุปสุดยอดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ก็จะมีการเปิดเผยกันในที่ประชุมแห่งนี้ พร้อมกับผลสรุปที่ว่าโลกเรามีเทคโนโลยีดีพอที่จะชะลอสภาวะโลกร้อน (global warming) แต่ต้องเดินหน้าอย่างเร่งด่วน
Read the rest of this entry »
นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการจัดประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระหว่างวันที่ 30 เม.ย.- 4 พ.ค.นี้ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ว่า การประชุมดังกล่าวจะมีนักวิทยาศาสตร์ และผู้แทนรัฐบาลจาก 189 ประเทศ ทั่วโลกจำนวน 2,000 คนเข้าประชุมทางด้านวิชา การ ซึ่งการจัดในไทยเป็นครั้งที่ 3 โดยเนื้อหารายงานวิจัยจะว่าด้วยการทบทวนสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและการคาดการณ์ในอนาคต และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะสรุปผลการ ประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จึงคงต้องข้อสรุปจากรายงานฉบับนี้ก่อน ว่าจะกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมหรือไม่ จึงจะบอกได้ว่าประเทศไทยควรจะมีท่าทีอย่างไร